วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

บทเรียนประเทศไทย

พอหรือยังสำหรับความรุนแรงที่เกิดขึ้น ตอนนี้คงมีแต่คำถามมากมายถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็น สยามเมืองยิ้ม คำที่ถูกสร้างและผลิตซ้ำย้ำความเชื่อให้ชาวไทยเป็นคนมีน้ำใจและประนีประนอม...แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. คงไม่มีใครปฏิเสธได้ถึงความโหดร้าย การนองเลือดที่หลายฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยง ไม่มีพื้นที่หลงเหลือสำหรับการประนีประนอมในจิตใจของคนไทยไม่ว่าจะสีใดกลุ่มใดอีกต่อไป และหากคำตอบของสถานการณ์นี้มีเพียงคำว่า แพ้กับชนะ คงเหลือคำๆเดียวสำหรับคนไทยทั้งประเทศ คือ พ่ายแพ้อย่างหมดจด ทั้งในด้านพัฒนาการทางการเมือง การเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งอาศัยการลงทุนและการค้ากับต่างชาติ รวมไปถึงความพ่ายแพ้ในทางวัฒนธรรม
การปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นจากปัจจัยที่หลายหลากที่เหมือนภูเขาไฟที่รอวันปะทุครั้งใหญ่ โดยมีปมขัดแย้งทางการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างอ้างในความชอบธรรมของตน คือ ฝ่ายเสื้อแดงอ้างถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ 2550 รวมไปถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลอ้างถึงความไม่ควรของกลุ่มเสื้อแดงที่มีอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรอยู่เบื้องหลัง
เมื่อฝ่ายรัฐซึ่งพยายามรอมชอมต่อกลุ่มผู้ชุมนุมมาโดยตลอด และหาทางออกโดยการเสนอแผนโรดแมปเพื่อความปรองดองแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ กลุ่มผู้ชุมนุมมีผู้เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นและเพิ่มมาตรการความเข้มข้นขึ้นด้วยการยกพลไปปิดถนนราชประสงค์เป็นเวลานานนับเดือน หากมองในแง่ของยุทธศาสตร์การศึก ฝ่ายรัฐก็เพลี่ยงพล้ำด้วยประเมินฝ่ายเสื้อแดงต่ำเกินจริง ยิ่งนานวันยิ่งฮึกเหิม ยิ่งยึดมั่นในหลักการด้านชนชั้นและปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่พวกตนตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นฝ่ายที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา ความคับแค้นใจระบายออกมาสู่คนเมืองที่ถูกตีตราว่าเป็นชนชั้นกลางจนยากเกินควบคุมและอารมณ์ของผู้ชุมนุมยิ่งนานวันยิ่งข้ามพ้นเหตุผลและสิทธิที่ตนพึงมี และก้าวล้ำเสรีภาพของผู้อื่นโดยอ้างความชอบธรรมจากประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดของพวกตน ขณะที่ภาครัฐนิ่งเงียบและทำตัวเสมือนเสือกระดาษที่ไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ไม่สามารถรักษากฎหมายบ้านเมืองและไม่สามารถรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองได้อย่างที่ให้สัญญาไว้กับประชาคม เหตุการณ์มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงบุกยึดโรงพยาบาลจุฬาฯ อันเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งความชอบธรรมอย่างที่สุด และนำไปสู่มาตรการสุดท้ายของภาครัฐ คือ การกระชับพื้นที่ชุมนุม ที่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ แต่ก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ความคุกรุ่นของสถานการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อเสธ.แดง แกนนำฝ่ายเหยี่ยวของฟากเสื้อแดงถูกลอบยิงกระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา ความไร้ระเบียบในการทำสงครามของฝ่ายเสื้อแดงที่ถูกเรียกว่า ผู้ก่อการร้ายเต็มรูปแบบ ความโกลาหลของฝูงชนที่โกรธแค้นและไม่ไว้วางใจผู้ใด เหล่านี้จบลงด้วยอำนาจสุดท้ายในมือ คือ การทำลาย กว่าเหตุการณ์ “การทำลายล้าง” จะสงบลง หลายคนหลายฝ่ายมองสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยจิตใจที่สั่นคลอน หวาดกลัวกระทั่งเคียดแค้น ชิงชัง และแม้ว่าเหตุการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติแต่ก็เป็นสภาวะที่ทุกฝ่ายรับรู้ตรงกันว่าเป็นเพียงการสงบศึกชั่วคราว รอยร้าวในสังคมไม่อาจเยียวยาได้ด้วยสงคราม การแตกพ่ายในครั้งนี้เป็นเพียงหมากตาหนึ่งเท่านั้น แม้ ณ ขณะนี้ชาวเมืองจะได้รับการประคบประหงมและปลอบประโลมความตึงเครียดในหลากหลายรูปแบบ แต่การสื่อสารเพื่อให้ลืมเลือนเหตุการณ์ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่หมักหมม คนเมืองที่ถูกระบุว่าเป็นชนชั้นกลางไม่สามารถดำเนินชีวิตโดยละเลยชาวชนบทได้อีกต่อไป เหตุการณ์เพลิงพฤษภานี้นับเป็นสัญญาณที่บ่งบอกคนไทยทุกคนถึงปัญหาที่เคยหลบซ่อนและขาดการเหลียวแลอย่างจริงจัง ทั้งพลังเงียบและพลังที่ถูกทำให้เงียบในสังคมไทยต้องมีพื้นที่ให้ได้มีส่วนร่วม เพื่อเราจะได้ไม่มองข้ามปัญหาที่ซุกตัวอยู่ภายใต้วาทกรรม “สยามเมืองยิ้ม” และ “ไม่เป็นไร” อีกต่อไป