วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

Amelie

วันนี้ได้แผ่นหนังที่เคยดูไปเมื่อนานมาแล้ว เอามาเปิดดูทบทวนอารมณ์อีกรอบ เพราะจำได้ว่ารอบแรกที่ดูหนังเรื่องนี้ อมยิ้มปนน้ำตาเล็ดจากความซึ้งใจมาแล้ว ดูสิว่าคราวนี้ Amelie เธอจะสร้างความรู้สึกแบบไหนให้อีก... "Amelie"
Amelie สาวน้อยนักจินตนาการที่แสวงหาความสุขในชีวิตจากสิ่งเล็กๆน้อยๆ และได้รับความอิ่มเอิบใจจากการให้ ในวันนึงเพียงแค่เธอทำให้คนแก่ตาบอดได้รับรู้สภาพรอบกาย ได้ช่วยให้คนสองคนรักกัน ช่วยให้พ่อของเธอลองเดินทางสายใหม่ๆในชีวิตบ้าง หรือทุ่มเทแรงกายช่วยให้หญิงวัยกลางคนได้รับการปลดปล่อยจากปมแห่งความผิดหวังในชีวิต ด้วยจดหมายที่ amelie ตั้งใจทำขึ้นมา

...จากความสนใจในสิ่งเล็กๆรอบตัวทำให้เธอได้พบกับชายคนหนึ่งที่สนใจในสิ่งที่คนอื่นมองข้ามเช่นเดียวกัน

เอมิลี่ผู้เคยมีความสุขกับการทำให้ชีวิตคนอื่นมีความสุข...
เธอรวบรวมความกล้าและละทิ้งโลกเดียวดายของเธอเอง เลือกที่จะเริ่มต้น กล้าที่จะลองเสี่ยงรักคนที่เธอคิดว่าเธอรัก...คนที่มีความสุขได้กับการค้นพบว่า ชายที่เฝ้าถ่ายรูปตัวเองในตู้ถ่ายรูป แท้จริงแล้วไม่ใช่คนที่หมองหม่นจนกลัวว่าผู้คนจะลืมเขาไป แต่ชายผู้นั้นกลับเป็น ช่างซ่อมตู้ถ่ายรูป ที่ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง...เหมือนว่าคนที่เศร้าหมองในโลกนี้ลดลงไป 1 คน จะทำให้เอมิลี่และผู้ชายที่เธอเฝ้ามองมีรอยยิ้มที่ชื่นชมยินดีได้อย่างบริสุทธิ์ใจ

ในหนังไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวระหว่างเอมิลี่และชายคนนั้น ว่าจะเก็บเกี่ยวความสุขรอบตัวต่อไป หรือจะสร้างฝันที่ยิ่งใหญ่ขึ้นร่วมกัน...เพราะสุดท้ายหนังเรื่องนี้บอกเราเพียงว่า แค่ตอนนี้เรามีรอยยิ้มกับสิ่งต่างๆรอบตัว กับผู้คนรอบๆตัวที่มีแต่สิ่งดีๆให้กัน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว...คงไม่ต้องรอสิ่งที่ดีที่สุด หรือคนที่ดีที่สุดอีกต่อไป

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

การท่องเที่ยวยูนนาน 2

"ณ เมืองจิ่งหง"

เพียงแค่คืนแรกผ่านไป คืนที่ทำให้ชีวิตในวันต่อจากนั้นต้องวนเวียนอยู่กับเมืองเชียงรุ่งแห่งนี้ พวกเราก็เริ่มยอมรับสภาวะแห่งการแปรเปลี่ยน และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ชีวิตของเมืองและผู้คนที่แม้ว่าจะเปลี่ยนผันไปตามสภาวะ แต่ก็ยังคงมีสิ่งที่น่าติดตามค้นหา ก็เหมือนกับชีวิตของคนเรานั่นแหละ สิ่งใดๆล้วนไม่หยุดนิ่ง แม้ความจริง (Truth) ก็ยังเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลไปตามกระแสธารที่บางครั้งเอื่อยเฉื่อย บางคราเชี่ยวกราก หากเพียงเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน เราก็คงได้อาศัยสายน้ำใสชำระร่างกายและจิตที่อ่อนล้า เมื่อถึงคราวน้ำหลาก สัญชาตญาณและประสบการณ์ต่อสายน้ำก็จะบอกให้เราหลบลี้หนีภัย

......ฉันใดฉันนั้น.....เราเรียนรู้และเข้าใจสายน้ำได้ แต่เราไม่อาจควบคุมมันอย่างที่ใจเราคาดหวัง เพราะมันจะนำมาเพียงแค่ ความผิดหวังของเราแต่เพียงผู้เดียว......แล้วสายน้ำก็จะยังคงเลื่อนไหลต่อไป

เชียงรุ่งก็เฉกเช่นสายน้ำ เพียงแต่มันไหลรุนแรงและรวดเร็วเกินกว่าที่เราคาดหมาย...ความเจริญทางวัตถุหลั่งไหลเข้ามา ทั้งตึกรามบ้านช่อง ยานพาหนะหลากหลายรูปแบบ ยิ่งกว่านั้น จีนได้เล็งเห็นประโยชน์จากภูมิศาสตร์ของสิบสองพันนาที่มีเขตแดนติดต่อพม่าและลาว ที่สำคัญสิบสองพันนายังมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน

ในช่วงการล่าอาณานิคม จีนเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศผู้ล่า ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต่างหาหนทางเข้าสู่จีนทางยูนนานหรือประตูหลังของจีน และแม่น้ำโขงสายนี้ครั้งหนึ่งเคยสร้างความหวังในการเป็นประตูสู่จีนใต้ให้กับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสทุ่มเทให้กับการสำรวจสายน้ำและดินแดนลึกลับที่ไร้อารยะในเขตที่เรียกว่าอินโดจีนในปัจจุบัน จนกระทั่งมีการค้นพบโบราณสถานอันยิ่งใหญ่ที่ต่อมาได้รับยกย่องให้เป็น สิ่งมหัศจรรย์ (ยุคใหม่) ของโลก คือ นครวัดและอาณาจักรนครธม
แม้ว่าอองรี มูโอต์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศสจะแลกชีวิตในการสำรวจแม่น้ำสายนี้จนค้นพบนครวัด (อองรี มูโอต์เสียชีวิตด้วยไข้มาลาเรียที่ริมแม่น้ำคานในเมืองหลวงพระบาง) แต่แม่น้ำโขงก็ได้ทำให้ฝรั่งเศสผิดหวัง เมื่อนักสำรวจค้นพบว่า แม่น้ำโขงไม่สามารถถูกใช้เป็นเส้นทางเดินทางและขนส่งไปยังจีนได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม่น้ำโขงไม่ใช่ประตูหลังสู่จีนดังที่ฝรั่งเศสคาดหวัง เนื่องจากมีอุปสรรคอันเป็นธรรมชาติของแม่น้ำโขง คือ เกาะแก่งจำนวนมหาศาลและน้ำตกคอนพะเพ็ง หรือไนแองกาล่ากลางลำน้ำโขง


เวลาล่วงเลยมากว่า 150 ปี บัดนี้ "ความจริง" ของแม่น้ำโขงได้แปรเปลี่ยนไปอีกหน ...ครั้งนี้ผู้ที่ทำการสำรวจแม่น้ำโขงอย่างลึกซึ้งกลับกลายเป็นจีน ที่ต้องการพัฒนาแม่น้ำโขงให้กลายเป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นเส้นทางออกทะเลของมณฑลยูนนาน อันจะส่งผลต่อการพัฒนาที่เท่าเทียมมากขึ้นระหว่างมณฑลทางตะวันตกและทางใต้ กับมณฑลทางตะวันออกของจีน เมื่อเป้าหมายถูกวางไว้ เกาะแก่งกลางน้ำโขงจึงไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป เมื่อจีน พม่า ลาว รวมถึงไทยในช่วงหนึ่งตกลงกันได้ กระบวนการลดอุปสรรคก็เริ่มต้นขึ้น จีนเริ่มระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงตั้งแต่ในจีนลงมาถึงชายแดนไทย-ลาว และก่อนจะระเบิดคอนผีหลงในเขตเชียงของ กลุ่มชาวบ้านและ NGO ก็ได้รวมตัวกันเรียกร้องกระบวนการปู้ยี่ปู้ยำแม่น้ำโขงที่เปรียบเสมือนชีวิตของชุมชนริมน้ำ ครั้งนี้ชาวบ้านเป็นฝ่ายชนะ โครงการระเบิดคอนผีหลงต้องถูกทบทวนใหม่...เกาะแก่งกลางน้ำโขงได้กลายเป็นอุปสรรคอีกครั้ง ต่างกันเพียงครั้งนี้ไม่ใช่ธรรมชาติที่คุ้มครองตนเอง แต่เป็นมนุษย์ผู้อาศัยที่หวงแหนวิถีชีวิตของตน มนุษย์ที่ไม่ต้องการให้กระแสธารของตนเองแปรเปลี่ยนไปจากการกระทำของมนุษย์อีกกลุ่ม มนุษย์ที่ไม่อาจยอมรับและยิ่งไม่อาจเข้าใจในความพยายามที่จะควบคุมกระแสธารอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์อีกจำพวก แต่กระแสธารแห่งการพัฒนาในยุคปัจจุบันก็ยากยิ่งที่มนุษย์กลุ่มเล็กๆจะต้านทานได้ แม้คอนผีหลงจะถูกปกปักรักษาไว้ แต่ความเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง...ความรู้สึกโหยหาอดีตดังที่เราพยายามค้นหาจากเมืองเชียงรุ้ง ก็ไม่อาจต้านทาน "ความจริง" ที่ปรากฎได้เช่นเดียวกัน

อีกครั้งที่เรารู้สึกว่าได้เรียนรู้โลกที่กำลังหมุนเคลื่อน และรู้จักอีกมุมมองหนึ่งของจิตใจตนเอง

....รักแท้ คือ นิรันดร์ จริงหรือ... ความจริงที่ปรากฎ ณ ขณะรักแท้ ยังคงเป็นความจริง ณ ปัจจุบัน หรือไม่

รักแท้ก็เฉกเช่น "ความจริง" ที่ถูกสั่นคลอนด้วยกาลเวลา

หรือ รักแท้ เป็นเพียงภาพมายาที่ถูกสร้างด้วยจิตใจที่รวดร้าวจากความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

...ใครเล่าจะตอบคำถามนี้ได้...คงต้องรอให้ใจของเรายอมรับและเข้าใจ "ความรัก" ให้มากกว่านี้กระมัง...