วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

บทเรียนประเทศไทย

พอหรือยังสำหรับความรุนแรงที่เกิดขึ้น ตอนนี้คงมีแต่คำถามมากมายถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็น สยามเมืองยิ้ม คำที่ถูกสร้างและผลิตซ้ำย้ำความเชื่อให้ชาวไทยเป็นคนมีน้ำใจและประนีประนอม...แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. คงไม่มีใครปฏิเสธได้ถึงความโหดร้าย การนองเลือดที่หลายฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยง ไม่มีพื้นที่หลงเหลือสำหรับการประนีประนอมในจิตใจของคนไทยไม่ว่าจะสีใดกลุ่มใดอีกต่อไป และหากคำตอบของสถานการณ์นี้มีเพียงคำว่า แพ้กับชนะ คงเหลือคำๆเดียวสำหรับคนไทยทั้งประเทศ คือ พ่ายแพ้อย่างหมดจด ทั้งในด้านพัฒนาการทางการเมือง การเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งอาศัยการลงทุนและการค้ากับต่างชาติ รวมไปถึงความพ่ายแพ้ในทางวัฒนธรรม
การปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นจากปัจจัยที่หลายหลากที่เหมือนภูเขาไฟที่รอวันปะทุครั้งใหญ่ โดยมีปมขัดแย้งทางการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างอ้างในความชอบธรรมของตน คือ ฝ่ายเสื้อแดงอ้างถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ 2550 รวมไปถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลอ้างถึงความไม่ควรของกลุ่มเสื้อแดงที่มีอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรอยู่เบื้องหลัง
เมื่อฝ่ายรัฐซึ่งพยายามรอมชอมต่อกลุ่มผู้ชุมนุมมาโดยตลอด และหาทางออกโดยการเสนอแผนโรดแมปเพื่อความปรองดองแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ กลุ่มผู้ชุมนุมมีผู้เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นและเพิ่มมาตรการความเข้มข้นขึ้นด้วยการยกพลไปปิดถนนราชประสงค์เป็นเวลานานนับเดือน หากมองในแง่ของยุทธศาสตร์การศึก ฝ่ายรัฐก็เพลี่ยงพล้ำด้วยประเมินฝ่ายเสื้อแดงต่ำเกินจริง ยิ่งนานวันยิ่งฮึกเหิม ยิ่งยึดมั่นในหลักการด้านชนชั้นและปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่พวกตนตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นฝ่ายที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา ความคับแค้นใจระบายออกมาสู่คนเมืองที่ถูกตีตราว่าเป็นชนชั้นกลางจนยากเกินควบคุมและอารมณ์ของผู้ชุมนุมยิ่งนานวันยิ่งข้ามพ้นเหตุผลและสิทธิที่ตนพึงมี และก้าวล้ำเสรีภาพของผู้อื่นโดยอ้างความชอบธรรมจากประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดของพวกตน ขณะที่ภาครัฐนิ่งเงียบและทำตัวเสมือนเสือกระดาษที่ไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ไม่สามารถรักษากฎหมายบ้านเมืองและไม่สามารถรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองได้อย่างที่ให้สัญญาไว้กับประชาคม เหตุการณ์มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงบุกยึดโรงพยาบาลจุฬาฯ อันเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งความชอบธรรมอย่างที่สุด และนำไปสู่มาตรการสุดท้ายของภาครัฐ คือ การกระชับพื้นที่ชุมนุม ที่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ แต่ก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ความคุกรุ่นของสถานการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อเสธ.แดง แกนนำฝ่ายเหยี่ยวของฟากเสื้อแดงถูกลอบยิงกระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา ความไร้ระเบียบในการทำสงครามของฝ่ายเสื้อแดงที่ถูกเรียกว่า ผู้ก่อการร้ายเต็มรูปแบบ ความโกลาหลของฝูงชนที่โกรธแค้นและไม่ไว้วางใจผู้ใด เหล่านี้จบลงด้วยอำนาจสุดท้ายในมือ คือ การทำลาย กว่าเหตุการณ์ “การทำลายล้าง” จะสงบลง หลายคนหลายฝ่ายมองสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยจิตใจที่สั่นคลอน หวาดกลัวกระทั่งเคียดแค้น ชิงชัง และแม้ว่าเหตุการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติแต่ก็เป็นสภาวะที่ทุกฝ่ายรับรู้ตรงกันว่าเป็นเพียงการสงบศึกชั่วคราว รอยร้าวในสังคมไม่อาจเยียวยาได้ด้วยสงคราม การแตกพ่ายในครั้งนี้เป็นเพียงหมากตาหนึ่งเท่านั้น แม้ ณ ขณะนี้ชาวเมืองจะได้รับการประคบประหงมและปลอบประโลมความตึงเครียดในหลากหลายรูปแบบ แต่การสื่อสารเพื่อให้ลืมเลือนเหตุการณ์ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่หมักหมม คนเมืองที่ถูกระบุว่าเป็นชนชั้นกลางไม่สามารถดำเนินชีวิตโดยละเลยชาวชนบทได้อีกต่อไป เหตุการณ์เพลิงพฤษภานี้นับเป็นสัญญาณที่บ่งบอกคนไทยทุกคนถึงปัญหาที่เคยหลบซ่อนและขาดการเหลียวแลอย่างจริงจัง ทั้งพลังเงียบและพลังที่ถูกทำให้เงียบในสังคมไทยต้องมีพื้นที่ให้ได้มีส่วนร่วม เพื่อเราจะได้ไม่มองข้ามปัญหาที่ซุกตัวอยู่ภายใต้วาทกรรม “สยามเมืองยิ้ม” และ “ไม่เป็นไร” อีกต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

Amelie

วันนี้ได้แผ่นหนังที่เคยดูไปเมื่อนานมาแล้ว เอามาเปิดดูทบทวนอารมณ์อีกรอบ เพราะจำได้ว่ารอบแรกที่ดูหนังเรื่องนี้ อมยิ้มปนน้ำตาเล็ดจากความซึ้งใจมาแล้ว ดูสิว่าคราวนี้ Amelie เธอจะสร้างความรู้สึกแบบไหนให้อีก... "Amelie"
Amelie สาวน้อยนักจินตนาการที่แสวงหาความสุขในชีวิตจากสิ่งเล็กๆน้อยๆ และได้รับความอิ่มเอิบใจจากการให้ ในวันนึงเพียงแค่เธอทำให้คนแก่ตาบอดได้รับรู้สภาพรอบกาย ได้ช่วยให้คนสองคนรักกัน ช่วยให้พ่อของเธอลองเดินทางสายใหม่ๆในชีวิตบ้าง หรือทุ่มเทแรงกายช่วยให้หญิงวัยกลางคนได้รับการปลดปล่อยจากปมแห่งความผิดหวังในชีวิต ด้วยจดหมายที่ amelie ตั้งใจทำขึ้นมา

...จากความสนใจในสิ่งเล็กๆรอบตัวทำให้เธอได้พบกับชายคนหนึ่งที่สนใจในสิ่งที่คนอื่นมองข้ามเช่นเดียวกัน

เอมิลี่ผู้เคยมีความสุขกับการทำให้ชีวิตคนอื่นมีความสุข...
เธอรวบรวมความกล้าและละทิ้งโลกเดียวดายของเธอเอง เลือกที่จะเริ่มต้น กล้าที่จะลองเสี่ยงรักคนที่เธอคิดว่าเธอรัก...คนที่มีความสุขได้กับการค้นพบว่า ชายที่เฝ้าถ่ายรูปตัวเองในตู้ถ่ายรูป แท้จริงแล้วไม่ใช่คนที่หมองหม่นจนกลัวว่าผู้คนจะลืมเขาไป แต่ชายผู้นั้นกลับเป็น ช่างซ่อมตู้ถ่ายรูป ที่ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง...เหมือนว่าคนที่เศร้าหมองในโลกนี้ลดลงไป 1 คน จะทำให้เอมิลี่และผู้ชายที่เธอเฝ้ามองมีรอยยิ้มที่ชื่นชมยินดีได้อย่างบริสุทธิ์ใจ

ในหนังไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวระหว่างเอมิลี่และชายคนนั้น ว่าจะเก็บเกี่ยวความสุขรอบตัวต่อไป หรือจะสร้างฝันที่ยิ่งใหญ่ขึ้นร่วมกัน...เพราะสุดท้ายหนังเรื่องนี้บอกเราเพียงว่า แค่ตอนนี้เรามีรอยยิ้มกับสิ่งต่างๆรอบตัว กับผู้คนรอบๆตัวที่มีแต่สิ่งดีๆให้กัน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว...คงไม่ต้องรอสิ่งที่ดีที่สุด หรือคนที่ดีที่สุดอีกต่อไป

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

การท่องเที่ยวยูนนาน 2

"ณ เมืองจิ่งหง"

เพียงแค่คืนแรกผ่านไป คืนที่ทำให้ชีวิตในวันต่อจากนั้นต้องวนเวียนอยู่กับเมืองเชียงรุ่งแห่งนี้ พวกเราก็เริ่มยอมรับสภาวะแห่งการแปรเปลี่ยน และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ชีวิตของเมืองและผู้คนที่แม้ว่าจะเปลี่ยนผันไปตามสภาวะ แต่ก็ยังคงมีสิ่งที่น่าติดตามค้นหา ก็เหมือนกับชีวิตของคนเรานั่นแหละ สิ่งใดๆล้วนไม่หยุดนิ่ง แม้ความจริง (Truth) ก็ยังเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลไปตามกระแสธารที่บางครั้งเอื่อยเฉื่อย บางคราเชี่ยวกราก หากเพียงเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน เราก็คงได้อาศัยสายน้ำใสชำระร่างกายและจิตที่อ่อนล้า เมื่อถึงคราวน้ำหลาก สัญชาตญาณและประสบการณ์ต่อสายน้ำก็จะบอกให้เราหลบลี้หนีภัย

......ฉันใดฉันนั้น.....เราเรียนรู้และเข้าใจสายน้ำได้ แต่เราไม่อาจควบคุมมันอย่างที่ใจเราคาดหวัง เพราะมันจะนำมาเพียงแค่ ความผิดหวังของเราแต่เพียงผู้เดียว......แล้วสายน้ำก็จะยังคงเลื่อนไหลต่อไป

เชียงรุ่งก็เฉกเช่นสายน้ำ เพียงแต่มันไหลรุนแรงและรวดเร็วเกินกว่าที่เราคาดหมาย...ความเจริญทางวัตถุหลั่งไหลเข้ามา ทั้งตึกรามบ้านช่อง ยานพาหนะหลากหลายรูปแบบ ยิ่งกว่านั้น จีนได้เล็งเห็นประโยชน์จากภูมิศาสตร์ของสิบสองพันนาที่มีเขตแดนติดต่อพม่าและลาว ที่สำคัญสิบสองพันนายังมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน

ในช่วงการล่าอาณานิคม จีนเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศผู้ล่า ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต่างหาหนทางเข้าสู่จีนทางยูนนานหรือประตูหลังของจีน และแม่น้ำโขงสายนี้ครั้งหนึ่งเคยสร้างความหวังในการเป็นประตูสู่จีนใต้ให้กับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสทุ่มเทให้กับการสำรวจสายน้ำและดินแดนลึกลับที่ไร้อารยะในเขตที่เรียกว่าอินโดจีนในปัจจุบัน จนกระทั่งมีการค้นพบโบราณสถานอันยิ่งใหญ่ที่ต่อมาได้รับยกย่องให้เป็น สิ่งมหัศจรรย์ (ยุคใหม่) ของโลก คือ นครวัดและอาณาจักรนครธม
แม้ว่าอองรี มูโอต์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศสจะแลกชีวิตในการสำรวจแม่น้ำสายนี้จนค้นพบนครวัด (อองรี มูโอต์เสียชีวิตด้วยไข้มาลาเรียที่ริมแม่น้ำคานในเมืองหลวงพระบาง) แต่แม่น้ำโขงก็ได้ทำให้ฝรั่งเศสผิดหวัง เมื่อนักสำรวจค้นพบว่า แม่น้ำโขงไม่สามารถถูกใช้เป็นเส้นทางเดินทางและขนส่งไปยังจีนได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม่น้ำโขงไม่ใช่ประตูหลังสู่จีนดังที่ฝรั่งเศสคาดหวัง เนื่องจากมีอุปสรรคอันเป็นธรรมชาติของแม่น้ำโขง คือ เกาะแก่งจำนวนมหาศาลและน้ำตกคอนพะเพ็ง หรือไนแองกาล่ากลางลำน้ำโขง


เวลาล่วงเลยมากว่า 150 ปี บัดนี้ "ความจริง" ของแม่น้ำโขงได้แปรเปลี่ยนไปอีกหน ...ครั้งนี้ผู้ที่ทำการสำรวจแม่น้ำโขงอย่างลึกซึ้งกลับกลายเป็นจีน ที่ต้องการพัฒนาแม่น้ำโขงให้กลายเป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นเส้นทางออกทะเลของมณฑลยูนนาน อันจะส่งผลต่อการพัฒนาที่เท่าเทียมมากขึ้นระหว่างมณฑลทางตะวันตกและทางใต้ กับมณฑลทางตะวันออกของจีน เมื่อเป้าหมายถูกวางไว้ เกาะแก่งกลางน้ำโขงจึงไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป เมื่อจีน พม่า ลาว รวมถึงไทยในช่วงหนึ่งตกลงกันได้ กระบวนการลดอุปสรรคก็เริ่มต้นขึ้น จีนเริ่มระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงตั้งแต่ในจีนลงมาถึงชายแดนไทย-ลาว และก่อนจะระเบิดคอนผีหลงในเขตเชียงของ กลุ่มชาวบ้านและ NGO ก็ได้รวมตัวกันเรียกร้องกระบวนการปู้ยี่ปู้ยำแม่น้ำโขงที่เปรียบเสมือนชีวิตของชุมชนริมน้ำ ครั้งนี้ชาวบ้านเป็นฝ่ายชนะ โครงการระเบิดคอนผีหลงต้องถูกทบทวนใหม่...เกาะแก่งกลางน้ำโขงได้กลายเป็นอุปสรรคอีกครั้ง ต่างกันเพียงครั้งนี้ไม่ใช่ธรรมชาติที่คุ้มครองตนเอง แต่เป็นมนุษย์ผู้อาศัยที่หวงแหนวิถีชีวิตของตน มนุษย์ที่ไม่ต้องการให้กระแสธารของตนเองแปรเปลี่ยนไปจากการกระทำของมนุษย์อีกกลุ่ม มนุษย์ที่ไม่อาจยอมรับและยิ่งไม่อาจเข้าใจในความพยายามที่จะควบคุมกระแสธารอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์อีกจำพวก แต่กระแสธารแห่งการพัฒนาในยุคปัจจุบันก็ยากยิ่งที่มนุษย์กลุ่มเล็กๆจะต้านทานได้ แม้คอนผีหลงจะถูกปกปักรักษาไว้ แต่ความเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง...ความรู้สึกโหยหาอดีตดังที่เราพยายามค้นหาจากเมืองเชียงรุ้ง ก็ไม่อาจต้านทาน "ความจริง" ที่ปรากฎได้เช่นเดียวกัน

อีกครั้งที่เรารู้สึกว่าได้เรียนรู้โลกที่กำลังหมุนเคลื่อน และรู้จักอีกมุมมองหนึ่งของจิตใจตนเอง

....รักแท้ คือ นิรันดร์ จริงหรือ... ความจริงที่ปรากฎ ณ ขณะรักแท้ ยังคงเป็นความจริง ณ ปัจจุบัน หรือไม่

รักแท้ก็เฉกเช่น "ความจริง" ที่ถูกสั่นคลอนด้วยกาลเวลา

หรือ รักแท้ เป็นเพียงภาพมายาที่ถูกสร้างด้วยจิตใจที่รวดร้าวจากความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

...ใครเล่าจะตอบคำถามนี้ได้...คงต้องรอให้ใจของเรายอมรับและเข้าใจ "ความรัก" ให้มากกว่านี้กระมัง...


วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

กำหนดการโครงการ gms in love

แก้ไขครั้งที่ 1
โครงการ GMS IN TOUCH
GMS IN Love:Valentine

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รุ่นพี่รุ่นน้องในเอกลุ่มได้แลกเปลี่ยน ได้รู้จักและได้สร้างเครือข่ายที่แน่นแฟ้นมากขึ้นนะคะ นอกจากนี้ในช่วงไขข้อข้องใจ...ก็เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิชาเอกของเราด้วยค่ะ เพื่อคณาจารย์จะได้นำกลับไปพิจารณาแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมมากขึ้นค่ะ

กำหนดการ
13 กุมภาพันธ์ 2553

17.00 ลงทะเบียน
17.30-19.30 ถ่ายทอดประสบการณ์ รุ่นพี่สู่รุ่นน้อง พร้อมรับประทานอาหาร
19.30-21.30 กิจกรรมรอบข่วงโดม
(ประกวด Pinky lady and pinky man, ช่วงไขข้อข้องใจ เหตุไฉน gms จึง...?)
21.30-23.00 สันทนาการ
23.00-23.30 ร่วมกันทำความสะอาด
23.30 เดินทางกลับ


สิ่งที่ต้องเตรียมไป
ของขวัญมูลค่า 50 บาท
ชุดเครื่องนอนสำหรับค้างคืน
สำหรับคนที่จะประกวดนะคะ เตรียมตัวและสร้างคอนเซปท์ด้วยนะคะ

สิ่งที่ให้ vote กัน เราจะประกวดคอนเซปท์อะไร ระหว่าง
pinky lady pinky man หรือ
Gms girl Gms boy

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

การท่องเที่ยวยูนนาน

เรื่องราวของ "จีน" ผ่านแว่นของคนไทยเชื้อสายจีน


"เชียงรุ้ง หรือ จิ่งหง"

8 ปีที่แล้วเราได้เดินทางเข้าไปสัมผัสดินแดน "ประเทศจีน" เป็นครั้งแรกในชีวิตด้วยวิธีการแบ๊กแพคหรือสะพายเป้ท่องเที่ยวกับเพื่อนสาวอีก 2 คน ความตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวเมืองจีนถูกผ่อนคลายด้วยสถานที่ที่เรากำลังจะเดินทางไป คือ ดินแดนสิบสองพันนา อันเป็นอาณาเขตของคนไทลื้อที่มีความคล้ายคลึงกับชาวไทยในภาคเหนือในเกือบทุกด้าน ทั้งภาษาพูด การแต่งกาย วัฒนธรรม ความเชื่อ จะแตกต่างก็เพียงประวัติศาสตร์ที่ชาวไทลื้อสิบสองพันนากลายเป็นประชากรของสาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะที่ชาวไทยภาคเหนือเป็นประชากรของประเทศไทย เหตุนี้ ความตื่นกลัวในด้านภาษาที่เราไม่คุ้นเคยจนถึงไม่กระดิกหูเลยนั้น ก็ไม่ได้สร้างความวิตกให้กับพวกเราเท่าไหร่นัก ก็คิดกันง่ายๆว่า คนไท (ไทย) เหมือนกัน พูดภาษาเดียวกัน จากนั้นเราก็ลุยอ่าน อ่าน อ่าน หนังสือท่องเที่ยว และพร้อมแบกเป้ลุยจีน

ด้วยความทรนงและฮึกเหิมในวัยคะนอง พวกเราตัดสินใจไปเที่ยวสิบสองพันนากันทั้งหมด 8 วัน 7 คืน โดยไม่มีใครพูดภาษาจีนได้สักคำ!!! ก็จะเข้าถ้ำเสือพันธ์เดียวกัน ทำไมต้องพูดภาษาสิงโตล่ะ จริงมั้ย...และทันทีที่เครื่องบินแลนด์ดิ้งที่สิบสองพันนา เราก็ค้นพบความจริงอันน่าใจหายว่า ชีวิตต่อจากนี้อีก 8 วันจะทำฉันใด...โอ ไหนใครว่าไทลื้อพูดเหมือนคนเมืองยังไงยังงั้น ทำไมเมืองทั้งเมืองถึงฉ่งฉั่งๆๆกันไม่หยุดล่ะ เมืองไทลื้อแบบดั้งเดิมที่เราใฝ่ฝัน ที่เราโหยหาอยู่ที่ไหนกัน...แล้วก็เกิดคำถามที่ไม่มีใครอยากตอบในกลุ่ม สาว สาว สาว ว่า..เรามาทำอะไรกันที่นี่???


บ้านเรือนเมืองหลักของสิบสองพันนาคือเมืองเชียงรุ่ง บางตำราก็ว่าเชียงรุ้ง เพราะตามตำนานว่าไว้ว่าขุนเจืองปฐมกษัตริย์แห่งสิบสองพันนาไล่ตามกวางน้อยและยิงธนูมาจนถึงดินแดนแห่งนี้ในเวลารุ่งอรุณพอดิบพอดี จากนั้นจึงเกิดการตั้งถิ่นฐานของชาวไทลื้อขึ้นบริเวณที่ราบระหว่างหุบเขาที่เมืองแห่งนี้ ต่อมาเมืองเชียงรุ่งก็ขยายตัวและกลายเป็นศูนย์กลางทางการปกครองของอาณาจักรเชียงรุ่งที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น อาณาจักรสิบสองพันนา นอกจากจะเป็นศูนย์กลางการปกครองแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและสังคมของชาวไทลื้ออีกด้วย เมืองเชียงรุ่งจึงอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยผู้คน การค้าและบ้านเมืองขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยบ้านสไตล์ไทลื้อซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงในด้านความงามและความลงตัว


แต่ ณ เมืองเชียงรุ่ง หรือ จิ่งหง (Jing Hong) ในวันที่เราไปเยือน มันได้ละลายภาพจินตนาการของพวกเราไปในทันที เมืองเชียงรุ่งทำไมถึงกลายเป็นเมืองจิ่งหงน่ะเหรอ คงทายกันไม่ยากหรอกนะ ก็จีนไงที่เป็นตัวการ จีนทำให้สิบสองพันนากลายเป็นจีนไปตั้งแต่ช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 แล้ว ทั้งอาหารการกิน การแต่งกาย สภาพบ้านเมือง ดูยังไงๆก็ไม่ใช่สิบสองพันนาของแท้และดั้งเดิม บ้านเรือนแบบตึกแถวและอาคารน้อยใหญ่เรียงรายอยู่แทนที่บ้านทรงไทลื้อที่เราโหยหา เสน่ห์คำเมืองที่หวังจะได้ยินก็กลายเป็นเสียงตะโกนโหวกเหวก วัฒนธรรมอ่อนหวานดั้งเดิมกลับกลายเป็นความกระด้างและขากถุยอยู่ทุกหนแห่ง อะไรกันหนอคือการพัฒนา เมื่อเชียงรุ้งกลายเป็นจิ่งหงนี่หรือคือการพัฒนาตามคำอธิบายของจีน...พวกเราคงได้แต่เก็บความสงสัยนี้เอาไว้ ขอหยุดนิ่งอยู่สักคืน หลับฝันสักตื่น ให้จิตใจพักผ่อนหลังจากผ่านความสะเทือนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ...ไว้พร้อมเมื่อไหร่ พวกเราก็พร้อมจะลุยต่อกันทันที


ในความฝัน เราตื่นขึ้นมาเห็นตัวเองย้อนไปในวัยนักศึกษา กับความรักครั้งแรกที่แสนสวยงามและอบอุ่นอยู่ในใจ แม้เวลาจะล่วงเลยมานับสิบปี ก็ไม่ผิดใช่มั้ยถ้าใครสักคนจะเป็นรักครั้งแรกของเราตลอดไป ความรักที่ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง แม้ว่าความสัมพันธ์จะไม่ยืนนานเช่นความรักนั้นก็ตาม แม้ว่าความสัมพันธ์ภายใต้รักแท้จะทำให้เสียน้ำตา ทำให้เด็กสาวคนหนึ่งแกร่งกร้าวขึ้นด้วยต้องการปกปิดรอยน้ำตาของตน...แต่ความรักครั้งนั้นก็ยังเป็นนิรันดร์มิใช่หรือ


เชียงรุ้งในจินตนาการของพวกเรา ก็ไม่ต่างอะไรกับความรักอันบริสุทธิ์นั้น มันช่างอ่อนโยนและบอบบางต่อลมที่พัดโชยผ่าน แม้ว่าในความเป็นจริงเชียงรุ้งได้กลายเป็นเมืองจิ่งหงไปแล้วก็ตาม ก็เป็นแค่ความสัมพันธ์ที่แปรเปลี่ยน แต่จิตวิญญาณแห่งความรักและวัฒนธรรม ยังเป็นแก่นกลางแห่งความเปลี่ยนแปลงทั้งมวล ยังคงส่งกลิ่นหอมหวลและยึดเหนี่ยวใจคนไว้เป็นนิรันดร