วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
บทเรียนประเทศไทย
การปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นจากปัจจัยที่หลายหลากที่เหมือนภูเขาไฟที่รอวันปะทุครั้งใหญ่ โดยมีปมขัดแย้งทางการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างอ้างในความชอบธรรมของตน คือ ฝ่ายเสื้อแดงอ้างถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ 2550 รวมไปถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลอ้างถึงความไม่ควรของกลุ่มเสื้อแดงที่มีอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรอยู่เบื้องหลัง
เมื่อฝ่ายรัฐซึ่งพยายามรอมชอมต่อกลุ่มผู้ชุมนุมมาโดยตลอด และหาทางออกโดยการเสนอแผนโรดแมปเพื่อความปรองดองแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ กลุ่มผู้ชุมนุมมีผู้เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นและเพิ่มมาตรการความเข้มข้นขึ้นด้วยการยกพลไปปิดถนนราชประสงค์เป็นเวลานานนับเดือน หากมองในแง่ของยุทธศาสตร์การศึก ฝ่ายรัฐก็เพลี่ยงพล้ำด้วยประเมินฝ่ายเสื้อแดงต่ำเกินจริง ยิ่งนานวันยิ่งฮึกเหิม ยิ่งยึดมั่นในหลักการด้านชนชั้นและปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่พวกตนตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นฝ่ายที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา ความคับแค้นใจระบายออกมาสู่คนเมืองที่ถูกตีตราว่าเป็นชนชั้นกลางจนยากเกินควบคุมและอารมณ์ของผู้ชุมนุมยิ่งนานวันยิ่งข้ามพ้นเหตุผลและสิทธิที่ตนพึงมี และก้าวล้ำเสรีภาพของผู้อื่นโดยอ้างความชอบธรรมจากประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดของพวกตน ขณะที่ภาครัฐนิ่งเงียบและทำตัวเสมือนเสือกระดาษที่ไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ไม่สามารถรักษากฎหมายบ้านเมืองและไม่สามารถรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองได้อย่างที่ให้สัญญาไว้กับประชาคม เหตุการณ์มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงบุกยึดโรงพยาบาลจุฬาฯ อันเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งความชอบธรรมอย่างที่สุด และนำไปสู่มาตรการสุดท้ายของภาครัฐ คือ การกระชับพื้นที่ชุมนุม ที่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ แต่ก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ความคุกรุ่นของสถานการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อเสธ.แดง แกนนำฝ่ายเหยี่ยวของฟากเสื้อแดงถูกลอบยิงกระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา ความไร้ระเบียบในการทำสงครามของฝ่ายเสื้อแดงที่ถูกเรียกว่า ผู้ก่อการร้ายเต็มรูปแบบ ความโกลาหลของฝูงชนที่โกรธแค้นและไม่ไว้วางใจผู้ใด เหล่านี้จบลงด้วยอำนาจสุดท้ายในมือ คือ การทำลาย กว่าเหตุการณ์ “การทำลายล้าง” จะสงบลง หลายคนหลายฝ่ายมองสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยจิตใจที่สั่นคลอน หวาดกลัวกระทั่งเคียดแค้น ชิงชัง และแม้ว่าเหตุการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติแต่ก็เป็นสภาวะที่ทุกฝ่ายรับรู้ตรงกันว่าเป็นเพียงการสงบศึกชั่วคราว รอยร้าวในสังคมไม่อาจเยียวยาได้ด้วยสงคราม การแตกพ่ายในครั้งนี้เป็นเพียงหมากตาหนึ่งเท่านั้น แม้ ณ ขณะนี้ชาวเมืองจะได้รับการประคบประหงมและปลอบประโลมความตึงเครียดในหลากหลายรูปแบบ แต่การสื่อสารเพื่อให้ลืมเลือนเหตุการณ์ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่หมักหมม คนเมืองที่ถูกระบุว่าเป็นชนชั้นกลางไม่สามารถดำเนินชีวิตโดยละเลยชาวชนบทได้อีกต่อไป เหตุการณ์เพลิงพฤษภานี้นับเป็นสัญญาณที่บ่งบอกคนไทยทุกคนถึงปัญหาที่เคยหลบซ่อนและขาดการเหลียวแลอย่างจริงจัง ทั้งพลังเงียบและพลังที่ถูกทำให้เงียบในสังคมไทยต้องมีพื้นที่ให้ได้มีส่วนร่วม เพื่อเราจะได้ไม่มองข้ามปัญหาที่ซุกตัวอยู่ภายใต้วาทกรรม “สยามเมืองยิ้ม” และ “ไม่เป็นไร” อีกต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553
Amelie
Amelie สาวน้อยนักจินตนาการที่แสวงหาความสุขในชีวิตจากสิ่งเล็กๆน้อยๆ และได้รับความอิ่มเอิบใจจากการให้ ในวันนึงเพียงแค่เธอทำให้คนแก่ตาบอดได้รับรู้สภาพรอบกาย ได้ช่วยให้คนสองคนรักกัน ช่วยให้พ่อของเธอลองเดินทางสายใหม่ๆในชีวิตบ้าง หรือทุ่มเทแรงกายช่วยให้หญิงวัยกลางคนได้รับการปลดปล่อยจากปมแห่งความผิดหวังในชีวิต ด้วยจดหมายที่ amelie ตั้งใจทำขึ้นมา
...จากความสนใจในสิ่งเล็กๆรอบตัวทำให้เธอได้พบกับชายคนหนึ่งที่สนใจในสิ่งที่คนอื่นมองข้ามเช่นเดียวกัน
เอมิลี่ผู้เคยมีความสุขกับการทำให้ชีวิตคนอื่นมีความสุข...
เธอรวบรวมความกล้าและละทิ้งโลกเดียวดายของเธอเอง เลือกที่จะเริ่มต้น กล้าที่จะลองเสี่ยงรักคนที่เธอคิดว่าเธอรัก...คนที่มีความสุขได้กับการค้นพบว่า ชายที่เฝ้าถ่ายรูปตัวเองในตู้ถ่ายรูป แท้จริงแล้วไม่ใช่คนที่หมองหม่นจนกลัวว่าผู้คนจะลืมเขาไป แต่ชายผู้นั้นกลับเป็น ช่างซ่อมตู้ถ่ายรูป ที่ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง...เหมือนว่าคนที่เศร้าหมองในโลกนี้ลดลงไป 1 คน จะทำให้เอมิลี่และผู้ชายที่เธอเฝ้ามองมีรอยยิ้มที่ชื่นชมยินดีได้อย่างบริสุทธิ์ใจ
ในหนังไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวระหว่างเอมิลี่และชายคนนั้น ว่าจะเก็บเกี่ยวความสุขรอบตัวต่อไป หรือจะสร้างฝันที่ยิ่งใหญ่ขึ้นร่วมกัน...เพราะสุดท้ายหนังเรื่องนี้บอกเราเพียงว่า แค่ตอนนี้เรามีรอยยิ้มกับสิ่งต่างๆรอบตัว กับผู้คนรอบๆตัวที่มีแต่สิ่งดีๆให้กัน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว...คงไม่ต้องรอสิ่งที่ดีที่สุด หรือคนที่ดีที่สุดอีกต่อไป
วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553
การท่องเที่ยวยูนนาน 2

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
กำหนดการโครงการ gms in love
โครงการ GMS IN TOUCH
GMS IN Love:Valentine
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รุ่นพี่รุ่นน้องในเอกลุ่มได้แลกเปลี่ยน ได้รู้จักและได้สร้างเครือข่ายที่แน่นแฟ้นมากขึ้นนะคะ นอกจากนี้ในช่วงไขข้อข้องใจ...ก็เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิชาเอกของเราด้วยค่ะ เพื่อคณาจารย์จะได้นำกลับไปพิจารณาแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมมากขึ้นค่ะ
กำหนดการ
13 กุมภาพันธ์ 2553
17.00 ลงทะเบียน
17.30-19.30 ถ่ายทอดประสบการณ์ รุ่นพี่สู่รุ่นน้อง พร้อมรับประทานอาหาร
19.30-21.30 กิจกรรมรอบข่วงโดม
(ประกวด Pinky lady and pinky man, ช่วงไขข้อข้องใจ เหตุไฉน gms จึง...?)
21.30-23.00 สันทนาการ
23.00-23.30 ร่วมกันทำความสะอาด
23.30 เดินทางกลับ
สิ่งที่ต้องเตรียมไป
ของขวัญมูลค่า 50 บาท
ชุดเครื่องนอนสำหรับค้างคืน
สำหรับคนที่จะประกวดนะคะ เตรียมตัวและสร้างคอนเซปท์ด้วยนะคะ
สิ่งที่ให้ vote กัน เราจะประกวดคอนเซปท์อะไร ระหว่าง
pinky lady pinky man หรือ
Gms girl Gms boy
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553
การท่องเที่ยวยูนนาน
เรื่องราวของ "จีน" ผ่านแว่นของคนไทยเชื้อสายจีน
"เชียงรุ้ง หรือ จิ่งหง"
8 ปีที่แล้วเราได้เดินทางเข้าไปสัมผัสดินแดน "ประเทศจีน" เป็นครั้งแรกในชีวิตด้วยวิธีการแบ๊กแพคหรือสะพายเป้ท่องเที่ยวกับเพื่อนสาวอีก 2 คน ความตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวเมืองจีนถูกผ่อนคลายด้วยสถานที่ที่เรากำลังจะเดินทางไป คือ ดินแดนสิบสองพันนา อันเป็นอาณาเขตของคนไทลื้อที่มีความคล้ายคลึงกับชาวไทยในภาคเหนือในเกือบทุกด้าน ทั้งภาษาพูด การแต่งกาย วัฒนธรรม ความเชื่อ จะแตกต่างก็เพียงประวัติศาสตร์ที่ชาวไทลื้อสิบสองพันนากลายเป็นประชากรของสาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะที่ชาวไทยภาคเหนือเป็นประชากรของประเทศไทย เหตุนี้ ความตื่นกลัวในด้านภาษาที่เราไม่คุ้นเคยจนถึงไม่กระดิกหูเลยนั้น ก็ไม่ได้สร้างความวิตกให้กับพวกเราเท่าไหร่นัก ก็คิดกันง่ายๆว่า คนไท (ไทย) เหมือนกัน พูดภาษาเดียวกัน จากนั้นเราก็ลุยอ่าน อ่าน อ่าน หนังสือท่องเที่ยว และพร้อมแบกเป้ลุยจีนด้วยความทรนงและฮึกเหิมในวัยคะนอง พวกเราตัดสินใจไปเที่ยวสิบสองพันนากันทั้งหมด 8 วัน 7 คืน โดยไม่มีใครพูดภาษาจีนได้สักคำ!!! ก็จะเข้าถ้ำเสือพันธ์เดียวกัน ทำไมต้องพูดภาษาสิงโตล่ะ จริงมั้ย...และทันทีที่เครื่องบินแลนด์ดิ้งที่สิบสองพันนา เราก็ค้นพบความจริงอันน่าใจหายว่า ชีวิตต่อจากนี้อีก 8 วันจะทำฉันใด...โอ ไหนใครว่าไทลื้อพูดเหมือนคนเมืองยังไงยังงั้น ทำไมเมืองทั้งเมืองถึงฉ่งฉั่งๆๆกันไม่หยุดล่ะ เมืองไทลื้อแบบดั้งเดิมที่เราใฝ่ฝัน ที่เราโหยหาอยู่ที่ไหนกัน...แล้วก็เกิดคำถามที่ไม่มีใครอยากตอบในกลุ่ม สาว สาว สาว ว่า..เรามาทำอะไรกันที่นี่???
บ้านเรือนเมืองหลักของสิบสองพันนาคือเมืองเชียงรุ่ง บางตำราก็ว่าเชียงรุ้ง เพราะตามตำนานว่าไว้ว่าขุนเจืองปฐมกษัตริย์แห่งสิบสองพันนาไล่ตามกวางน้อยและยิงธนูมาจนถึงดินแดนแห่งนี้ในเวลารุ่งอรุณพอดิบพอดี จากนั้นจึงเกิดการตั้งถิ่นฐานของชาวไทลื้อขึ้นบริเวณที่ราบระหว่างหุบเขาที่เมืองแห่งนี้ ต่อมาเมืองเชียงรุ่งก็ขยายตัวและกลายเป็นศูนย์กลางทางการปกครองของอาณาจักรเชียงรุ่งที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น อาณาจักรสิบสองพันนา นอกจากจะเป็นศูนย์กลางการปกครองแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและสังคมของชาวไทลื้ออีกด้วย เมืองเชียงรุ่งจึงอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยผู้คน การค้าและบ้านเมืองขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยบ้านสไตล์ไทลื้อซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงในด้านความงามและความลงตัว
แต่ ณ เมืองเชียงรุ่ง หรือ จิ่งหง (Jing Hong) ในวันที่เราไปเยือน มันได้ละลายภาพจินตนาการของพวกเราไปในทันที เมืองเชียงรุ่งทำไมถึงกลายเป็นเมืองจิ่งหงน่ะเหรอ คงทายกันไม่ยากหรอกนะ ก็จีนไงที่เป็นตัวการ จีนทำให้สิบสองพันนากลายเป็นจีนไปตั้งแต่ช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 แล้ว ทั้งอาหารการกิน การแต่งกาย สภาพบ้านเมือง ดูยังไงๆก็ไม่ใช่สิบสองพันนาของแท้และดั้งเดิม บ้านเรือนแบบตึกแถวและอาคารน้อยใหญ่เรียงรายอยู่แทนที่บ้านทรงไทลื้อที่เราโหยหา เสน่ห์คำเมืองที่หวังจะได้ยินก็กลายเป็นเสียงตะโกนโหวกเหวก วัฒนธรรมอ่อนหวานดั้งเดิมกลับกลายเป็นความกระด้างและขากถุยอยู่ทุกหนแห่ง อะไรกันหนอคือการพัฒนา เมื่อเชียงรุ้งกลายเป็นจิ่งหงนี่หรือคือการพัฒนาตามคำอธิบายของจีน...พวกเราคงได้แต่เก็บความสงสัยนี้เอาไว้ ขอหยุดนิ่งอยู่สักคืน หลับฝันสักตื่น ให้จิตใจพักผ่อนหลังจากผ่านความสะเทือนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ...ไว้พร้อมเมื่อไหร่ พวกเราก็พร้อมจะลุยต่อกันทันที
ในความฝัน เราตื่นขึ้นมาเห็นตัวเองย้อนไปในวัยนักศึกษา กับความรักครั้งแรกที่แสนสวยงามและอบอุ่นอยู่ในใจ แม้เวลาจะล่วงเลยมานับสิบปี ก็ไม่ผิดใช่มั้ยถ้าใครสักคนจะเป็นรักครั้งแรกของเราตลอดไป ความรักที่ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง แม้ว่าความสัมพันธ์จะไม่ยืนนานเช่นความรักนั้นก็ตาม แม้ว่าความสัมพันธ์ภายใต้รักแท้จะทำให้เสียน้ำตา ทำให้เด็กสาวคนหนึ่งแกร่งกร้าวขึ้นด้วยต้องการปกปิดรอยน้ำตาของตน...แต่ความรักครั้งนั้นก็ยังเป็นนิรันดร์มิใช่หรือ
เชียงรุ้งในจินตนาการของพวกเรา ก็ไม่ต่างอะไรกับความรักอันบริสุทธิ์นั้น มันช่างอ่อนโยนและบอบบางต่อลมที่พัดโชยผ่าน แม้ว่าในความเป็นจริงเชียงรุ้งได้กลายเป็นเมืองจิ่งหงไปแล้วก็ตาม ก็เป็นแค่ความสัมพันธ์ที่แปรเปลี่ยน แต่จิตวิญญาณแห่งความรักและวัฒนธรรม ยังเป็นแก่นกลางแห่งความเปลี่ยนแปลงทั้งมวล ยังคงส่งกลิ่นหอมหวลและยึดเหนี่ยวใจคนไว้เป็นนิรันดร
