วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

การท่องเที่ยวยูนนาน 2

"ณ เมืองจิ่งหง"

เพียงแค่คืนแรกผ่านไป คืนที่ทำให้ชีวิตในวันต่อจากนั้นต้องวนเวียนอยู่กับเมืองเชียงรุ่งแห่งนี้ พวกเราก็เริ่มยอมรับสภาวะแห่งการแปรเปลี่ยน และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ชีวิตของเมืองและผู้คนที่แม้ว่าจะเปลี่ยนผันไปตามสภาวะ แต่ก็ยังคงมีสิ่งที่น่าติดตามค้นหา ก็เหมือนกับชีวิตของคนเรานั่นแหละ สิ่งใดๆล้วนไม่หยุดนิ่ง แม้ความจริง (Truth) ก็ยังเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลไปตามกระแสธารที่บางครั้งเอื่อยเฉื่อย บางคราเชี่ยวกราก หากเพียงเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน เราก็คงได้อาศัยสายน้ำใสชำระร่างกายและจิตที่อ่อนล้า เมื่อถึงคราวน้ำหลาก สัญชาตญาณและประสบการณ์ต่อสายน้ำก็จะบอกให้เราหลบลี้หนีภัย

......ฉันใดฉันนั้น.....เราเรียนรู้และเข้าใจสายน้ำได้ แต่เราไม่อาจควบคุมมันอย่างที่ใจเราคาดหวัง เพราะมันจะนำมาเพียงแค่ ความผิดหวังของเราแต่เพียงผู้เดียว......แล้วสายน้ำก็จะยังคงเลื่อนไหลต่อไป

เชียงรุ่งก็เฉกเช่นสายน้ำ เพียงแต่มันไหลรุนแรงและรวดเร็วเกินกว่าที่เราคาดหมาย...ความเจริญทางวัตถุหลั่งไหลเข้ามา ทั้งตึกรามบ้านช่อง ยานพาหนะหลากหลายรูปแบบ ยิ่งกว่านั้น จีนได้เล็งเห็นประโยชน์จากภูมิศาสตร์ของสิบสองพันนาที่มีเขตแดนติดต่อพม่าและลาว ที่สำคัญสิบสองพันนายังมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน

ในช่วงการล่าอาณานิคม จีนเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศผู้ล่า ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต่างหาหนทางเข้าสู่จีนทางยูนนานหรือประตูหลังของจีน และแม่น้ำโขงสายนี้ครั้งหนึ่งเคยสร้างความหวังในการเป็นประตูสู่จีนใต้ให้กับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสทุ่มเทให้กับการสำรวจสายน้ำและดินแดนลึกลับที่ไร้อารยะในเขตที่เรียกว่าอินโดจีนในปัจจุบัน จนกระทั่งมีการค้นพบโบราณสถานอันยิ่งใหญ่ที่ต่อมาได้รับยกย่องให้เป็น สิ่งมหัศจรรย์ (ยุคใหม่) ของโลก คือ นครวัดและอาณาจักรนครธม
แม้ว่าอองรี มูโอต์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศสจะแลกชีวิตในการสำรวจแม่น้ำสายนี้จนค้นพบนครวัด (อองรี มูโอต์เสียชีวิตด้วยไข้มาลาเรียที่ริมแม่น้ำคานในเมืองหลวงพระบาง) แต่แม่น้ำโขงก็ได้ทำให้ฝรั่งเศสผิดหวัง เมื่อนักสำรวจค้นพบว่า แม่น้ำโขงไม่สามารถถูกใช้เป็นเส้นทางเดินทางและขนส่งไปยังจีนได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม่น้ำโขงไม่ใช่ประตูหลังสู่จีนดังที่ฝรั่งเศสคาดหวัง เนื่องจากมีอุปสรรคอันเป็นธรรมชาติของแม่น้ำโขง คือ เกาะแก่งจำนวนมหาศาลและน้ำตกคอนพะเพ็ง หรือไนแองกาล่ากลางลำน้ำโขง


เวลาล่วงเลยมากว่า 150 ปี บัดนี้ "ความจริง" ของแม่น้ำโขงได้แปรเปลี่ยนไปอีกหน ...ครั้งนี้ผู้ที่ทำการสำรวจแม่น้ำโขงอย่างลึกซึ้งกลับกลายเป็นจีน ที่ต้องการพัฒนาแม่น้ำโขงให้กลายเป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นเส้นทางออกทะเลของมณฑลยูนนาน อันจะส่งผลต่อการพัฒนาที่เท่าเทียมมากขึ้นระหว่างมณฑลทางตะวันตกและทางใต้ กับมณฑลทางตะวันออกของจีน เมื่อเป้าหมายถูกวางไว้ เกาะแก่งกลางน้ำโขงจึงไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป เมื่อจีน พม่า ลาว รวมถึงไทยในช่วงหนึ่งตกลงกันได้ กระบวนการลดอุปสรรคก็เริ่มต้นขึ้น จีนเริ่มระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงตั้งแต่ในจีนลงมาถึงชายแดนไทย-ลาว และก่อนจะระเบิดคอนผีหลงในเขตเชียงของ กลุ่มชาวบ้านและ NGO ก็ได้รวมตัวกันเรียกร้องกระบวนการปู้ยี่ปู้ยำแม่น้ำโขงที่เปรียบเสมือนชีวิตของชุมชนริมน้ำ ครั้งนี้ชาวบ้านเป็นฝ่ายชนะ โครงการระเบิดคอนผีหลงต้องถูกทบทวนใหม่...เกาะแก่งกลางน้ำโขงได้กลายเป็นอุปสรรคอีกครั้ง ต่างกันเพียงครั้งนี้ไม่ใช่ธรรมชาติที่คุ้มครองตนเอง แต่เป็นมนุษย์ผู้อาศัยที่หวงแหนวิถีชีวิตของตน มนุษย์ที่ไม่ต้องการให้กระแสธารของตนเองแปรเปลี่ยนไปจากการกระทำของมนุษย์อีกกลุ่ม มนุษย์ที่ไม่อาจยอมรับและยิ่งไม่อาจเข้าใจในความพยายามที่จะควบคุมกระแสธารอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์อีกจำพวก แต่กระแสธารแห่งการพัฒนาในยุคปัจจุบันก็ยากยิ่งที่มนุษย์กลุ่มเล็กๆจะต้านทานได้ แม้คอนผีหลงจะถูกปกปักรักษาไว้ แต่ความเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง...ความรู้สึกโหยหาอดีตดังที่เราพยายามค้นหาจากเมืองเชียงรุ้ง ก็ไม่อาจต้านทาน "ความจริง" ที่ปรากฎได้เช่นเดียวกัน

อีกครั้งที่เรารู้สึกว่าได้เรียนรู้โลกที่กำลังหมุนเคลื่อน และรู้จักอีกมุมมองหนึ่งของจิตใจตนเอง

....รักแท้ คือ นิรันดร์ จริงหรือ... ความจริงที่ปรากฎ ณ ขณะรักแท้ ยังคงเป็นความจริง ณ ปัจจุบัน หรือไม่

รักแท้ก็เฉกเช่น "ความจริง" ที่ถูกสั่นคลอนด้วยกาลเวลา

หรือ รักแท้ เป็นเพียงภาพมายาที่ถูกสร้างด้วยจิตใจที่รวดร้าวจากความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

...ใครเล่าจะตอบคำถามนี้ได้...คงต้องรอให้ใจของเรายอมรับและเข้าใจ "ความรัก" ให้มากกว่านี้กระมัง...


1 ความคิดเห็น: